​วันพฤหัสบดีที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ณ ห้องประชุมออคิด ๓ โรงแรมรามาการ์เดนท์ กรุงเทพมหานคร กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาร่วมกับองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. หน่วยงานหลักในการประสาน ส่งเสริม สนับสนุน การพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนของประเทศไทย นำโดย นายโชติ ตราชู ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และนายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการ อพท. ได้จัดกิจกรรม การส่งมอบแผนปฏิบัติการการท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างยั่งยืน พ.ศ. ๒๕๖๓-๒๕๖๕ ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพภาคีเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชน เพื่อส่งมอบแผนปฏิบัติการฯ ให้กับผู้บริหารและผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ในคณะอนุกรรมการการท่องเที่ยวโดยชุมชนนำไปบูรณาการการทำงานร่วมกัน ตามวิสัยทัศน์ที่ว่า การท่องเที่ยวโดยชุมชนของไทยพัฒนาสู่สากลอย่างมีเอกภาพ ยกระดับ มาตรฐานบนฐานการรักษา และจัดการทรัพยากรชุมชนอย่างสร้างสรรค์สู่ชุมชนแห่งความสุขและยั่งยืน
​นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการ อพท. ได้กล่าวถึงการจัดงานครั้งนี้ว่า แผนปฏิบัติการการท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างยั่งยืนฉบับนี้ เป็นผลมาจากการดำเนินการทบทวนแผนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างยั่งยืน พ.ศ. ๒๕๕๙  ๒๕๖๓ CBT Thailand ซึ่งแผนฯ ดังกล่าวเกิดมาจากผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมในการพัฒนาต้นแบบการท่องเที่ยวโดยชุมชน จำนวน ๑๔ ชุมชนในพื้นที่พิเศษ โดย อพท. ได้ดำเนินการพัฒนาศักยภาพชุมชนต้นแบบร่วมกับคณะกรรมการรับรองแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชน ซึ่งประกอบด้วยหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้อง ทำให้เกิดแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชนที่มีการบริหารจัดการโดยคนในชุมชน และเกิดการสร้างรายได้และกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างแท้จริง รัฐบาลเห็นความสำคัญและมอบนโยบายในการขยายผลการพัฒนาและการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวโดยชุมชนโดยมุ่งเป้าหมายสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
หลักการการทบทวนแผนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างยั่งยืน พ.ศ. ๒๕๖๓ - ๒๕๖๕ แผนนี้ จัดทำขึ้นภายใต้เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน SDGs เกณฑ์การพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก GSTC แผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ และแผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ ฉบับที่ ๒ ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนทุกภูมิภาคของประเทศไทย โดยการสัมภาษณ์และจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น รวมถึงเวทีผู้ทรงคุณวุฒิด้านการท่องเที่ยว จากผลการประชุมคณะ ที่ประชุมได้ปรับเปลี่ยนชื่อแผนเป็นแผนปฏิบัติการการท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างยั่งยืน เป็นแผนระดับ ๓ และเพิ่มเติมความเชื่อมโยงและสอดคล้องกับแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติและแผนทุกระดับ เพื่อผลสัมฤทธิ์ตอบเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ รวมถึงบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นเอกภาพในทิศทางเดียวกันของ ๒๔ หน่วยงานภายใต้คณะอนุกรรมการการท่องเที่ยวโดยชุมชน ซึ่งประกอบด้วย ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษาและองค์กรชุมชน จากต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยมอบหมายให้มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาเป็นผู้ดำเนินการทบทวนแผนฯ
​แผนปฏิบัติการการท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างยั่งยืน พ.ศ. ๒๕๖๓ - ๒๕๖๕ มีแนวคิดหลักในการพัฒนาตามองค์ประกอบ ๔ ประการ ได้แก่
1. แหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชนของประเทศไทยมีมาตรฐาน และมีคุณภาพในการรองรับนักท่องเที่ยวได้ รวมทั้งเป็นต้นแบบในการเรียนรู้ ด้านการท่องเที่ยวโดยชุมชนทั้งในและต่างประเทศ
2. ยกระดับการท่องเที่ยวโดยชุมชน โดยการเพิ่มคุณค่า มูลค่า
3. เพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม และการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนในทุกระดับ
4. ส่งเสริมให้เกิดการกระจายรายได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม บนฐานเศรษฐกิจพอเพียงนำไปสู่ชุมชนแห่งความสุขอย่างยั่งยืน
นายโชติ ตราชู ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะประธานการส่งมอบแผนปฏิบัติการการท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างยั่งยืน พ.ศ.๒๕๖๓ - ๒๕๖๕ กล่าวว่า แผนปฏิบัติการการท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างยังยืน ปี พ.ศ.๒๕๖๓-๒๕๖๕ เป็นเป้าหมายที่หน่วยงานในคณะอนุกรรมการการท่องเที่ยวโดยชุมชนร่วมกันกำหนด และวางกรอบการทำงานเพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนของประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี การพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนเป็นเครื่องมือในการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยบูรณาการภาคีทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อน เชื่อมโยงการทำงานร่วมกันทั้งห่วงโซ่คุณค่าการท่องเที่ยว โดยมุ่งเน้นให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการและได้รับผลประโยชน์จากการท่องเที่ยวโดยตรง ตอบโจทย์นโยบายรัฐบาล พัฒนาชุมชนฐานรากของประเทศให้มีศักยภาพในการจัดการและดูแลทรัพยากรท้องถิ่นของชุมชนบนฐานการพึ่งพาตนเอง ความพอเพียงและยั่งยืน นำไปสู่เป้าหมายการอนุรักษ์อัตลักษณ์วิถีวัฒนธรรมและทรัพยากรธรรมชาติ สร้างโอกาสการมีงานทำ สร้างรายได้และกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม พัฒนาคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจฐานราก ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และนำไปสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในที่สุด